สธ. เผยผลสำรวจพฤติกรรมป้องกันตนเองจากโควิด-19

กระทรวงสาธารณสุข สำรวจพฤติกรรมป้องกันตนเองของประชาชนในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หลังการผ่อนปรนมาตรการควบคุมโรค พบภาพรวมอยู่ที่ร้อยละ 75.7 โดยพฤติกรรมที่ปฏิบัติมากที่สุด คือการใส่หน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้าตลอดเวลา ร้อยละ 91.5 ล้างมือบ่อยๆ ร้อยละ 83.9 กินอาหารร้อนและใช้ช้อนกลางของตนเองร้อยละ 83.7 การเว้นระยะห่างร้อยละ 66

วันนี้ (11 มิถุนายน 2563) ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ดร.ภญ.วลัยพร พัชรนฤมล ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ และสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ แถลงข่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้คณะทำงานประมวลสถานการณ์และวิชาการ ร่วมกับองค์การอนามัยโลก สำนักงานภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ทำการสำรวจการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของประชาชนหลังผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ ระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2563 ทำการสำรวจทุกสัปดาห์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 โดยใช้ 3 วิธีคือ อสม.เคาะประตูสอบถามถึงบ้าน สอบถามทางโทรศัพท์โดยนักศึกษาแพทย์ รามาธิบดี และทางออนไลน์ รวมกว่า 2 แสนราย

ผลการสำรวจพบว่า ประชาชนมีพฤติกรรมป้องกันตนเองในระดับที่ดี หลังรัฐบาลมีการผ่อนปรนระดับพฤติกรรมการป้องกันตนเองลดลง ผลสำรวจของสัปดาห์ล่าสุดระหว่างวันที่ 29 พ.ค.- 4 มิ.ย. 2563 พบว่า ภาพรวมพฤติกรรมป้องกันตนเองอยู่ที่ร้อยละ 75.7 โดยการใส่หน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้าตลอดเวลาเป็นพฤติกรรมที่ประชาชนปฏิบัติมากที่สุด ร้อยละ 91.5 รองลงมา ได้แก่ ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ ร้อยละ 83.9, กินอาหารร้อนและใช้ช้อนกลางของตนเอง ร้อยละ 83.7, ระวังไม่อยู่ใกล้คนอื่นในระยะน้อยกว่า 2 เมตร ร้อยละ 66 และระวังไม่เอามือจับหน้า จมูก ปาก ร้อยละ 58.8

ส่วนการเดินทางออกนอกจังหวัด พบว่าแนวโน้มการเดินทางออกนอกจังหวัดสูงขึ้นเล็กน้อย เหตุผลหลักคือไปทำงานหรือมีธุระจำเป็น สำหรับสถานที่ที่ไปบ่อยคือ ตลาดสด ซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่ทำงาน ร้านอาหารแบบนั่งทาน  ศาสนสถาน และพบว่ามาตรการป้องกันโรคของแต่ละสถานที่ยังทำได้ไม่เต็มที่ เช่นการสวมหน้ากากของพนักงาน/ผู้รับบริการ การจัดจุดล้างมือ การเว้นระยะห่าง สำหรับการเดินทางโดยขนส่งสาธารณะ พบว่ามีการจัดมาตรการป้องกันโรคค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ ความคิดเห็นต่อการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ เช่น การเปิดบินเส้นทางระหว่างประเทศ พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 51) คิดว่าควรเปิดบินเส้นทางระหว่างประเทศในเดือนตุลาคมขึ้นไป รองลงมา ได้แก่ กรกฎาคม (ร้อยละ 20.8) โดยร้อยละ 99 คิดว่าควรคัดกรองและกักกันตัวผู้เดินทางเข้าประเทศ 14 วัน

จากผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ประชาชนยังปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองได้ดีพอควร แต่ขอให้ปฏิบัติเพิ่มขึ้นทั้งการสวมหน้ากาก 100 เปอร์เซ็นต์ ล้างมือบ่อยๆ รักษาระยะห่าง รวมทั้งช่วยกันปรับปรุงการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคในสถานที่ต่าง ๆ และขอเชิญร่วมตอบแบบสอบถามและติดตามผลการสำรวจฯ ที่ www.อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ.com

ด้านนายแพทย์อนุพงศ์ สุจริยากุล นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค เปิดเผยผลการสำรวจทัศนคติความเห็นของประชาชน โดยกรมควบคุมโรค หรือดีดีซีโพล (DDC Poll) โดยสำรวจทั้งออฟไลน์ จำนวน 4 ครั้ง และออนไลน์จำนวน 8 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2563 สรุปได้ว่า ประชาชนมีแนวโน้มในการสวมหน้ากากลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสสัมผัสโรค ได้แก่ เพศชายอายุ 15-24 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มจะออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านอย่างต่อเนื่อง จึงต้องเน้นการกระตุ้นรณรงค์ให้สวมหน้ากากเพิ่มขึ้น ส่วนคำถามว่าจะเลิกสวมหน้ากากเมื่อไหร่ ร้อยละ 53.5 ระบุว่าจะสวมหน้ากากต่อเนื่อง ส่วนร้อยละ 44.4 จะเลิกสวมเมื่อไม่มีรายงานผู้ป่วยในประเทศ, ร้อยละ 13.6 เมื่อยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และร้อยละ 10.5 เมื่อไม่มีอาการป่วย

 194 total views,  3 views today

Leave a Reply